๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘
ฉันตื่นเช้า ออกจากโรงแรม ไปเดินเล่นเลียบแม่น้ำอะบาชิริ หกโมงเช้าเศษๆพระอาทิตย์ขึ้นส่องสว่าง ราวกับกลางวัน ระหว่างฟังเพลงให้เข้ากับยามเช้าแสนสงบ ณ ใจกลางเมืองอะบาชิริ ฉันได้ถ่ายรูปบรรยากาศโดยรอบ คงไม่มีความสงบราวกับโลกส่วนตัวเช่นนี้ในกรุงเทพหรือโตเกียว

abashiri_4

ฉันออกจากสถานีรถไฟเจอาร์อะบาชิริราวสิบโมงเศษๆ มุ่งสู่เป้าหมายใหม่ในเวลาราวๆหนึ่งชั่วโมง ณ เมืองที่แลดูไม่มีอะไร ทว่ามีสิ่งมีค่าซ่อนเร้นอยู่ ที่นั่นคิอ “เมืองคิตะมิ” จริงๆแล้ว ตอนที่ฉันวางแผนเที่ยว ฉันหาข้อมูลแต่แหล่งท่องเที่ยวในเมืองอะบาชิริ ฉันไม่รู้เกี่ยวกับเมืองคิตะมิเลย ทันที่ที่ถึงเมืองคิตะมิ ฉันไปศูนย์ท่องเที่ยว สอบถามเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับสถานที่แนะนำ ฉันรู้สึกซาบซึ้งคุณเจ้าหน้าที่ ซึ่งแนะนำอย่างสุภาพอ่อนโยน ทั้งหาข้อมูลเกี่ยวกับสภาพอากาศ และแสดงแผนที่ คุณเจ้าหน้าที่ได้กล่าวว่า แดดออกตอนบ่าย ควรไปดูดอกไม้ ไม่นานนักฉันยืมจักรยาน ปั่นบนทางหลวงหมายเลข ๒๑๗ มุ่งสู่ “ฟลาวเวอร์ พาราไดซ์” ที่นั่นไม่เป็นเพียงแค่สวนดอกไม้ แต่เป็นภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ เป็นสวรรค์ที่มีสีสัน

abashiri_1

ระหว่างที่ฉันเดินขึ้นเขาโดยไม่กลัวแสงแดด ฉันเพลิดเพลินกับดอกไม้นานาพันธุ์ ระหว่างชมดอกไม้ลมใบไม้ผลิได้พัดเป็นระยะๆ พัดเหงื่อบนผิวจนเหลือเพียงความเย็นของสายลม นอกจากนี้ดอกซากุระนับไม่ถ้วนปลิวกระจาย แต่งแต้มสีชมพูของซากุระบนสนามหญ้า

abashiri_2

เมื่อเดินขึ้นเขาจนถึงยอดเขา ฉันมองลงไปข้างล่างเห็นสีสันสดใสของดอกไม้ รถยนต์ซึ่งลงเขา และนักท่องเที่ยวซึ่งสวมหมวก พอหันหลังฉันได้เห็นตัวเมืองคิตะมิทั้งหมด ตึกและบ้านเรือนเรียงรายนับไม่ถ้วนเหมือนซับโปโร ทว่าเงียบสงบต่างจากเมืองซับโปโร เมืองคิตะมิมีประชากรเพียงไม่ถึง ๑ ใน ๑๐ ของเมืองซับโปโร คืนนั้นฉันไปกินข้าวเย็นในย่านร้านคาใจกลางเมือง ท่ามกลางความเงียบสงบ ณ คิตะมิ อยู่ดีๆฉันรู้สึกถึงความเงียบเหงาในเมือง ขณะนี้ปัญหาจำนวนประชากรในประเทศญี่ปุ่นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าประชากรเมืองนี้เหลือน้อยเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้น ฉันไม่สามารถนึกภาพได้ ขณะเดียวนี่เป็นครั้งแรกที่ฉันสามารถสัมผัสความเงียบสงบ ซึ่งหาไม่มีในกรุงเทพหรือเมืองใหญ่ต่างๆในโลกนี้ การเยี่ยมเมืองอันไร้แสงสี ไร้การจราจรที่ตืดขัด ในใจกลับเงียบสงบ ได้ทบทวนอดีต และได้วาดอนาคตของตัวเอง

abashiri_3

เมืองที่ไม่มีอะไรคือเมืองร้าง ถ้าตัวเองได้มีโอกาสทบทวนความคิด ณ ที่นั่น สถานที่นั้นอาจเป็นสถานที่พิเศษสำหรับเรา

網走への一人旅日記 DAY3 ~穴場の街の、ある大切な想い~

2015年5月4日
朝起きてから、ホステルを出て網走川沿いを散歩しました。朝6時過ぎ太陽が昼間のように明るく昇っていました。網走の中心街の清閑な早朝に合う音楽を聴きながら、周辺の写真をいくつか撮りました。この独自の世界にいるような静穏は、バンコクや東京にはないと思います。

 

午前10時過ぎJR網走駅から出発し、およそ1時間で新しい旅先へ向かいました。何もなさそうな様子のその街には、絶品が隠れていた。そこは北見。正直、旅行プランの計画を立てる時に、網走の観光地しか調べませんでした。北見については、全く分かりません。北見に到着した直後、観光案内所を訪ね、スタッフさんにお勧めの場所について聞きました。感動したのは、スタッフさんが優しく案内してくれたこと。天気を調べたり、地図を見せたりしてくれました。午後は晴れるから、花見をしたらいいと言われたので、さっそく自転車を借り国道217号を走りフラワーパラダイスへ向かいました。そこはただの花園ではなく、花を覆う山でした。とてもカラフルなパラダイスでした。
日焼けを怖がらず山に登りながら、多彩な花を楽しんでいました。花見をしている最中に春風がとびとびに吹いてきて、汗を吹き去り風の涼しさだけが肌に残っていました。そして、数え切れないほどの桜が吹かれ花びらが飛んでいました。草原の上に桜のピンクが色づいていた。
山に登り山頂に着き、上から見下ろした花の彩り、山を下る車、そして帽子を被っている観光客が見えました。後ろを向くと、北見の中心街が全体的に見えました。札幌のように無数のビルや住宅が並んでいましたが、札幌と違うのは静けさでした。北見の人口は札幌の10分の1も上回っていません。
その夜、中心街へ晩ご飯に行きました。北見の静けさが溢れている中、不意に街の寂しさを感じました。今、日本における高齢化少子化の問題がだんだん深刻になっています。この街で市民が少なくなるとどうなるか想像できなくなってしまいます。その一方、バンコクや世界中の都会にはない清閑さを、生まれて初めて体感することが出来た。イルミネーションがなく、渋滞が全くない街を訪ねることによって、心の中が何とか静まるようになりました。自分の過去を振り返り、自分の未来を描くことができました。
何もない街は穴場です。そこで自分の思いを見直すことが出来たなら、そこは特別な街ではないでしょうか。